บันไดลอยไม้ตะแบก8

ไม้ปาร์เก้คืออะไร(2)
พื้นไม้จริง (Wood Flooring) ขนาด ชนิดไม้ คุณสมบัติ คำแนะนำก่อนเลือกใช้งาน

คนส่วนใหญ่ถ้าคิดจะปูพื้นภายในบ้าน มักจะหนีไม่พ้นความคิดแรกคือการใช้วัสดุที่ทำจาก “ไม้จริง” เพราะเป็นการดึงเอาธรรมชาติมาช่วยลดความแข็งกระด้างของคอนกรีต ทำให้บ้านรู้สึกอบอุ่นน่าอยู่ แต่เป็นที่รู้กันว่าทุกวันนี้ไม้พื้นเป็นของหายากมากขึ้น เพราะการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ของมนุษย์ทุกวันนี้มีความทวีคูณมากขึ้นทุกวัน จนธรรมชาติไม่สามารถทดแทนในส่วนที่ถูกทำลายไปได้ทัน แต่ก็ยังเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการเป็นส่วนใหญ่ในการทำพื้นบ้านให้มีความอบอุ่นกว่าวัสดุทดแทนอย่างอื่นอยู่ดี ปาร์เก้ ก็คือไม้จริง ซึ่งได้จากการตัดท่อนไม้เป็นส่วนๆ ส่วนที่มีหน้ากว้างขนาดใหญ่จะใช้ทำเฟอร์นิเจอร์หรือไม้พื้นแผ่นใหญ่ก่อน ส่วนปีกและเศษไม้ชิ้นเล็กที่เหลือหรือไม่ได้ขนาดจะนำมาทำเป็นไม้ปาร์เก้แทน

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่าปาร์เก้เป็นผลพวงจากการใช้ไม้อย่างคุ้มค่าก็คงจะไม่ผิดนัก ขนาดที่ควรรู้ในการเลือกปาร์เก้ ปาร์เก้มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น - ปาร์เก้ทั่วไป มักจะมีขนาดหน้ากว้าง 2” - 4” ยาวไม่เกิน 8” - 24” หนาไม่เกิน 1.8 ซม. - ปาร์เก้โมเสกที่เกิดจากเศษไม้ปาร์เกต์ที่ไม่ได้ขนาดหรือคัดออก นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และ นำมาวางเรียงต่อกันในบล็อก ติดกระดาษหรือตาข่าย ด้านบน มักจะวางเรียงเป็นจำนวน 4 – 9 ชิ้นใน 1 แผ่น ความกว้างต่อชิ้นในแผ่นไม่เกิน 1.5.และยาวไม่เกิน 6”

ลักษณะของพื้นไม้จริง

พื้นไม้ (Hardwood flooring หรือ Solidwood Flooring) ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่นิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากไม้ในอดีตเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ปลูกทดแทนได้ ไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำพื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เต็ง ไม้ตะแบก ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก เป็นต้น สามารถนำมาใช้ได้ทั้งบ้านไม้และบ้านปูน ปัจจุบันนิยมสร้างบ้านปูนกันมาก โดยทำการเทพื้นคอนกรีตก่อนจากนั้นปูพื้นไม้ทับไปอีกทีด้วยกาวสำหรับงานปูพื้น เนื้อไม้จะให้ผิวสัมผัสที่สบายเท้า สีสันอบอุ่น ดูหรูหราอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้ไม้เริ่มหายากจึงมีราคาที่สูงมาก บ้านที่นิยมนำไม้มาเป็นวัสดุปูพื้นจึงมักเป็นบ้านหรู Luxury หรือบ้านชาวบ้านที่นำไม้ปลูกเองในชุมชนมาใช้งาน ส่วนบ้านทั่วไปนิยมใช้วัสดุทดแทนไม้ หรือไม้เทียมนั่นเอง

คุณลักษณะ ขนาด ชนิด คุณสมบัติ สีและลาย

ประเภทของไม้ พื้นไม้ (wood flooring) พื้นไม้ (wood flooring) แบ่งชนิดของไม้ออกเป็น 2 ประเภท คือ ไม้เนื้อแข็ง หรือ Hard wood และไม้เนื้ออ่อน หรือ Soft wood โดยไม้ที่มีใบกว้างเราจะเรียกว่าเป็นไม้เนื้อแข็ง ในขณะที่ไม้ที่มาจากพืชตระกูลสนเราจะเรียกว่า ไม้เนื้ออ่อน ซึ่งในความเป็นจริง ไม้ในกลุ่มหลังนี้ก็มีความแข็งที่สามารถจัดเข้ากลุ่มแรกได้ สำหรับในประเทศไทยได้มีการแยกประเภทไม้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นตามลักษณะความแข็งแรงของไม้ดังนี้

ไม้เนื้ออ่อน เป็นไม้ที่มีวงปีกว้างมาก เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว ลำต้นใหญ่ เนื้อค่อนข้างเหนียวแต่ทำงานได้ง่าย เนื้อไม้มีสีจางหรือ ค่อนข้างซีด อาทิ ไม้กระบาก ไม้ยาง ไม้ฉำฉา ไม้เหียง ไม้โมก ไม้กระท้อน ไม้ยมหอม ไม้จำปาป่า ไม้สนต่างประเทศเหมาะกับงานในที่ร่มหรืองานชั่วคราว งานตกแต่งและเครื่องมือเครื่องใช้

ไม้เนื้อแข็ง เป็นไม้ที่มีวงปีมากกว่าไม้เนื้ออ่อน เพราะมีการเจริญเติบโตช้ากว่าคือต้องมีอายุหลายสิบปีจึงจะนำมาใช้งานได้ ลักษณะทั่วไปของไม้จะมีเนื้อมัน ลายละเอียด เนื้อแน่น สีเข้ม (แดงถึงดำ) มีน้ำหนักมาก แข็งแรงทนทาน เช่น ไม้สัก ไม้ตะแบก ไม้ประดู่ ไม้มะเกลือ เป็นต้น เหมาะสำหรับงาน เฟอร์นิเจอร์ งานก่อสร้างบ้าน และเครื่องมือ

ไม้เนื้อแกร่ง เป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตช้ามาก จึงทำให้วงประจำปีถี่มากกว่าไม้สองชนิดแรก คือต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 60-70 ปีขึ้นไปจึงจะนำมาใช้งานได้ เนื้อไม้มีสีเข้มค่อนข้างแดง น้ำหนักไม่มาก แต่แข็งกว่าไม้เนื้อแข็ง ไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักเป็นไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างหรือเป็นโครงสร้าง อาทิ คาน ตง เสา ได้แก่ ไม้แดง ไม้ชิงชัน ไม้ตะเคียน ไม้มะค่าโมง ไม้พยุง ไม้เต็ง ชนิดของไม้ที่นิยมใช้ ในบรรดาไม้ประเภทต่างๆ มีไม้เพียงไม่กี่ชนิด ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการก่อสร้าง และเครื่องเรือน

ไม้สัก เป็นไม้เนื้อละเอียด นิ่ม ง่ายต่อการใช้เครื่องมือ ไม้มีกำลังและแข็งพอประมาณ แต่ค่อนข้างเปราะ ปลวกไม่กิน เลื่อยผ่าซอยง่าย บิดตัวและงอเล็กน้อยเมื่อแห้ง ไม้สักมีหลายชนิด และมีลักษณะคล้ายกัน เช่น สักทอง และสักขึ้ควาย โดยสักทองจะมีสีเหลืองสวย ส่วนสักขึ้ควายจะมีสีคล้ำและลวดลายสับสน เหมาะในการนำมาใช้ทำเครื่องเรือน เช่นตู้ โต๊ะ เก้าอี้ เรือ หรือทำประตูหน้าต่าง

ไม้ยาง เป็นไม้เสี้ยนใหญ่ หยาบ และอ่อน เหมาะกับการใช้ในที่ร่ม เนื่องจากมียางมาก แห้งตัวช้า และยืดหดตัวสูง เมื่อหดตัวยางจะปะทุออกจากเนื้อไม้ เมื่อตอกตะปู เนื้อไม้จะแตกได้ง่าย เลื่อยซอยง่าย เนื้อไม้สีแดงเข้มจะแข็งแรงกว่าไม้สีอ่อน

ไม้เต็ง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างแห้ง และละเอียด ทนทานต่อดินฟ้าอากาศ เมื่อหดตัวมักแตกเป็นลายงา เลื่อยตัดยากเมื่อแห้ง เหมาะกับงานภายนอก และส่วนที่ใช้รับน้ำหนักหรือเป็นโครงสร้าง เช่น เสา คาน ตง สะพาน บันได

ไม้รัง เนื้อละเอียดปานกลาง สีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อไม้ เมื่อแห้งแตกค่อนข้างน้อย คุณสมบัติอื่นๆ เหมือนไม้เต็ง

ไม้แดง เนื้อไม้แน่น สีแดง ลวดลายสวย แข็งแรง ทนทาน ทำให้ตัดเจาะยากใช้ทำโครงสร้างอาคาร เช่น เสา คาน ตง และเครื่องเรือนพิเศษ เพราะรับน้ำหนักได้ดี และไม่ยึดหดตัวมาก

ไม้ตะแบก เนื้อไม้สีเทาอมเหลือง เนื้อละเอียดใสและขึ้นเงา มีลวดลายชัดเจนทำให้ตกแต่งง่าย เหมาะในการก่อสร้างบ้าน และทำด้ามเครื่องมือ

ไม้มะค่าโมง มีสีน้ำตาลปนแดง มีความแข็งแรงทนทาน เมื่อกลึงจะเห็นลวดลายสวยงาม เหมาะสำหรับทำบันไดหรือเป็นโครงสร้าง ไม้ทุกชนิดที่กล่าวมาข้างต้นสามารถนำไปแปรรูปได้ทั้งไม้พื้น ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็มีขนาดที่ต่างกัน ดังนี้ ขนาดไม้พื้น (หนา x กว้าง) 1 x 2 นิ้ว1 x 4 นิ้ว 1 x 6 นิ้ว 1 x 8 นิ้ว 1 1/2 x 12 นิ้ว 1 1/2 x 14 นิ้ว 1 1/2 x 16 นิ้ว ส่วนความยาวมีตั้งแต่ : 30 เซนติเมตร, 45 เซนติเมตร, 60 เซนติเมตร, 90เซนติเมตร, 1 เมตร, 1.20 เมตร, 1.50 เมตร, 2 เมตร, 2.50 เมตร และ 3 เมตร